วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

20. งบประมาณ (budget)


20.  งบประมาณ (budget)
  งบประมาณ (budget)
        การกำหนดงบประมาณค่าใช้จ่ายเพื่อการวิจัย ควรแบ่งเป็นหมวดๆ ว่าแต่ละหมวดจะใช้งบประมาณเท่าใด การแบ่งหมวดค่าใช้จ่ายทำได้หลายวิธี ตัวอย่างหนึ่งของการแบ่งหมวด คือ แบ่งเป็น 8 หมวดใหญ่ๆ ได้แก่
         1. เงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากร
         2. ค่าใช้จ่ายสำหรับงานสนาม
         3. ค่าใช้จ่ายสำนักงาน
         4. ค่าครุภัณฑ์
         5. ค่าประมวลผลข้อมูล
         6. ค่าพิมพ์รายงาน
         7. ค่าจัดประชุมวิชาการ  เพื่อปรึกษาเรื่องการดำเนินงาน หรือเพื่อเสนอผลงานวิจัยเมื่อจบ
                  โครงการแล้ว
         8. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
        http://www.learners.in.th/blogs/posts/155175  งบประมาณ หมายถึง แผนการดำเนินงานในการจัดหาเงินมาใช้ในกิจการ ซึ่งจะแสดงเป็นตัวเลข ในรูปของจำนวนหน่วยและจำนวนเงินที่จะใช้ดำเนินงาน  สำหรับระยะเวลาในภายหน้า การจัดทำงบประมาณจะจัดทำล่วงหน้า   ถ้าเป็นงบประมาณระยะสั้นก็จะมีระยะเวลา 3 เดือน  6 เดือน  หรือ  1 ปี   และถ้าเป็นงบประมาณระยะยาวจะมีระยะเวลา  3  ปี   5  ปี   การจัดทำงบประมาณมีความสำคัญและเป็นประโยชน์ในทางการบริหาร   และเป็นที่ยอมรับสำหรับการช่วยตัดสินใจของผู้บริหารได้
       http://www.imd.co.th/knowledge.php?id=8   งบประมาณ (Budgeting) คือ การวางแผนการที่คาดว่าจะต้องจ่าย โดยการคิดล่วงหน้าและแสดงข้อมูลออกมาเป็นตัวเลข และอาจแสดงออกมาในรูปของตัวเงินจำนวนชั่วโมงในการทำงานจำนวนผลิตภัณฑ์จำนวน ชั่วโมงเครื่องจักร ค่าสึกหรอ ค่าโสหุ้ย เป็นต้น
สรุป งบประมาณ (Budgeting) คือการวางแผนการที่คาดว่าจะต้องจ่าย โดยการคิดล่วงหน้าและแสดงข้อมูลออกมาเป็นตัวเลข และอาจแสดงออกมาในรูปของตัวเงินจำนวนชั่วโมงในการทำงาน จำนวนผลิตภัณฑ์ จำนวนชั่วโมงเครื่องจักร ค่าสึกหรอ ค่าโสหุ้ย  ถ้าเป็นงบประมาณระยะสั้นก็จะมีระยะเวลา 3 เดือน  6 เดือน  หรือ  1 ปี   และถ้าเป็นงบประมาณระยะยาวจะมีระยะเวลา  3  ปี   5  ปี 
การแบ่งหมวดค่าใช้จ่ายทำได้หลายวิธี ตัวอย่างหนึ่งของการแบ่งหมวด คือ แบ่งเป็น 8 หมวดใหญ่ๆ ได้แก่
       1. เงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากร
       2. ค่าใช้จ่ายสำหรับงานสนาม
       3. ค่าใช้จ่ายสำนักงาน
       4. ค่าครุภัณฑ์
       5. ค่าประมวลผลข้อมูล
       6. ค่าพิมพ์รายงาน
       7. ค่าจัดประชุมวิชาการ เพื่อปรึกษาเรื่องการดำเนินงานหรือเพื่อเสนอผลงานวิจัยเมื่อจบโครงการแล้ว
       8. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
                อ้างอิง
http://blog.eduzones.com/jipatar/85921.   เข้าถึงเมื่อ 24/12/55
http://www.learners.in.th/blogs/posts/155175เข้าถึงเมื่อ 24/12/55
http://www.imd.co.th/knowledge.php?id=8เข้าถึงเมื่อ 24/12/55


9. คำสำคัญ (Key words)


9.  คำสำคัญ (Key words)
http://cai.md.chula.ac.th/lesson/research/re12.htm#06-5  กล่าวว่า  ศัพท์ดรรชนี หรือคำสำคัญ คือ คำที่แสดงเนื้อหาของวิทยานิพนธ์ ถือได้ว่าเป็นคำหลัก ที่จะช่วยในการ สืบค้นเข้าถึงวิทยานิพนธ์เรื่องนั้น ในการเขียน โครงร่างวิทยานิพนธ์ นิสิตจะต้องคิดคำสำคัญประมาณ 2-3 คำ แต่ละคำ มีกี่ตัวอักษรก็ได้ แต่รวมแล้วไม่เกิน 75 ตัวอักษร
เทคนิคการสร้างคำสำคัญที่ง่ายที่สุด คือ ให้ดึงคำ หรือแนวคิด ที่ปรากฏในชื่อวิทยานิพนธ์ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เมื่อนิสิตกำหนดชื่อวิทยานิพนธ์ ชื่อควรประกอบด้วย คำสำคัญ ครอบคลุม สะท้อนเนื้อหาของวิทยานิพนธ์
คำนาม คำคุณศัพท์ หมายเลขเครื่องมือ ชื่อเฉพาะ สามารถนำมาเป็นคำสำคัญได้ ในขณะที่ควรหลีกเลี่ยง คำศัพท์สามัญ ที่คุณค่าในการสืบค้นน้อย เช่นคำว่า วิธีการ ปัญหา ลักษณะ สภาพ ความแตกต่าง ระบบ เป็นต้น

http://lib20.kku.ac.th/infoliteracy/opac_journal_keyword.html   กล่าวว่า  คำสำคัญ หมายถึง คำที่กำหนดขึ้นมาเพื่อใช้แทนเนื้อหาของบทความวารสาร ซึ่งต้องเป็นคำที่สั้นกะทัดรัด ได้ใจความ มีความหมาย เป็นคำนามหรือเป็นศัพท์เฉพาะ ซึ่งการค้นหาด้วยคำสำคัญ หรือ Keyword นี้ จะเป็นการค้นหาคำที่ปรากฏอยู่ในชื่อเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นบริเวณต้นเรื่อง กลางเรื่องหรือท้ายเรื่อง (ทั้งนี้ยกเว้นคำบางคำ เช่น เป็น, ที่, ซึ่ง,อัน,and, from, the, this, what ฯลฯ)
ซึ่งการค้นแบบนี้ เหมาะสำหรับใช้ในกรณีที่ไม่ทราบชื่อบทความที่แน่ชัด หรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับหัวเรื่อง
http://www.learners.in.th/blogs/posts/150101  กล่าวว่า  คำสำคัญนั้น จะเป็นคำที่เป็น Keyword หรือคำที่สื่อถึงใจความสำคัญของเนื้อหาของสิ่งที่เราจะสำคัญลองนึกภาพดูง่ายๆ นั่นคือ หากเรานึกถึงเนื้อหาสิ่งที่เราเขียนเราจะนึกถึงคำว่าอะไร และถ้าต้องการไปค้นหาใน Google.com แล้ว ต้องให้คำนั้นเชื่อมโยงมาเจอเนื้อหาที่เราเขียนไว้
วิธีการเลือกใส่คำสำคัญมีดังนี้
1. ควรเลือกใส่คำสำคัญที่เป็น "คำ"หรือ "ประโยคสั้นๆ"
2. ควรเลือกใส่ "คำที่สื่อถึงเนื้อหา" "วัตถุประสงค์"หรือ "เป้าหมาย" ของเนื้อหา" หรือเลือก "คำที่เป็นใจความสำคัญ (keyword)" ของเนื้อหามาใส่เป็นคำสำคัญ แต่ "ไม่ใช่การใส่ประโยคยาวๆ"
3. หากคำสำคัญที่ใช้เป็นภาษาไทยแต่มีผู้นิยมใช้เป็นภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลายก็ควรใส่คำสำคัญภาษาอังกฤษเข้าไปด้วย เช่น การจัดการความรู้ ก็ควรใส่คำว่า km หรือ Knowledge management ไปด้วย
4. ไม่ควรใส่คำสำคัญเป็นประโยคยาวๆ

สรุป
  คำสำคัญ (Key words) คือ คำที่กำหนดขึ้นมาเพื่อใช้แสดงเนื้อหาของวิทยานิพนธ์ ถือได้ว่าเป็นคำหลักที่จะช่วยในการสืบค้นเข้าถึงวิทยานิพนธ์เรื่องนั้นและแทนเนื้อหาของบทความวารสารซึ่งต้องเป็นคำที่สั้นกะทัดรัด ได้ใจความ มีความหมาย เป็นคำนามหรือเป็นศัพท์เฉพาะแต่ละคำ มีกี่ตัวอักษรก็ได้แต่รวมแล้วไม่เกิน 75 ตัวอักษร     วิธีการเลือกใส่คำสำคัญมีดังนี้
1. ควรเลือกใส่คำสำคัญที่เป็น "คำ"หรือ "ประโยคสั้นๆ"
2. ควรเลือกใส่ "คำที่สื่อถึงเนื้อหา" "วัตถุประสงค์"หรือ "เป้าหมาย" ของเนื้อหา" หรือเลือก "คำที่ เป็นใจความสำคัญ (keyword)" ของเนื้อหามาใส่เป็นคำสำคัญ แต่ "ไม่ใช่การใส่ประโยคยาวๆ"
3. หากคำสำคัญที่ใช้เป็นภาษาไทยแต่มีผู้นิยมใช้เป็นภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลายก็ควรใส่คำสำคัญ ภาษาอังกฤษเข้าไปด้วย เช่น การจัดการความรู้ ก็ควรใส่คำว่า km หรือ Knowledge management ไปด้วย
4. ไม่ควรใส่คำสำคัญเป็นประโยคยาวๆ

                อ้างอิง
http://cai.md.chula.ac.th/lesson/research/re12.htm#06-5เข้าถึงเมื่อวันที่  19 พฤศจิกายน  2555
http://lib20.kku.ac.th/infoliteracy/opac_journal_keyword.html.   เข้าถึงเมื่อวันที่  19 พฤศจิกายน  2555
http://www.learners.in.th/blogs/posts/150101.   เข้าถึงเมื่อวันที่  19 พฤศจิกายน  2555





4. คำถามของการวิจัย ( Research Question ( s))

4. คำถามของการวิจัย  ( Research Question ( s))
           http://cai.md.chula.ac.th/lesson/research/re12.htm#06-4  คำถามของการวิจัย   ในการวางแผนทำวิจัยนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรก ที่ผู้วิจัยต้องกำหนดขึ้น ก็คือ "การกำหนดคำถามของการวิจัย" (Problem identification) และให้นิยามปัญหานั้น อย่างชัดเจน เพราะปัญหาที่ชัดเจน จะช่วยให้ผู้วิจัย กำหนดเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ ตั้งสมมติฐาน ให้นิยามตัวแปรที่สำคัญ ๆ ตลอดจน การวัดตัวแปรเหล่านั้นได้ ถ้าผู้วิจัย ตั้งคำถามที่ไม่ชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ตัวก็ยังไม่แน่ใจ ว่าจะศึกษาอะไร ทำให้การวางแผนในขั้นต่อไป เกิดความสับสนได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัญหา เป็นส่วนสำคัญของการวิจัย แต่ไม่ได้หมายความว่า ปัญหาทุกปัญหา ต้องทำการวิจัย เพราะคำถามบางอย่าง ใช้ขบวนการในการวิจัย ก็สามารถตอบปัญหานั้นได้คำถามของการวิจัยต้องเหมาะสม (relevant) หรือสัมพันธ์ กับเรื่องที่จะศึกษา โดยควรมีคำถาม ที่สำคัญที่สุด ซึ่งผู้วิจัย ต้องการคำตอบ มากที่สุด เพื่อคำถามเดียว เรียกว่า คำถามหลัก (primary research question) ซึ่งคำถามหลักนี้ จะนำมาใช้เป็นข้อมูล ในการคำนวณ ขนาดของตัวอย่าง (sample size) แต่ผู้วิจัย อาจกำหนดให้มี คำถามรอง (secondary research question (s) อีกจำนวนหนึ่งก็ได้ ซึ่งคำถามรองนี้ เป็นคำถาม ที่เราต้องการคำตอบ เช่นเดียวกัน แต่มีความสำคัญรองลงมา โดยผู้วิจัย ต้องระลึกว่า ผลของการวิจัย อาจไม่สามารถ ตอบคำถามรองนี้ได้ ทั้งนี้เพราะ การคำนวณขนาดตัวอย่าง ไม่ได้คำนวณเพื่อตอบคำถามรองเหล่านี้ ผู้วิจัย อาจจำเป็นต้องแสดงเหตุผล เพื่อสนับสนุนการเลือก ปัญหาการวิจัยดังกล่าว เพื่อให้โครงร่างการวิจัยนี้ น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

http://blog.eduzones.com/jipatar/85921   คำถามของการวิจัย (research question ) เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้วิจัยต้องกำหนดขึ้น (problem identification) และให้นิยามปัญหานั้น อย่างชัดเจน เพราะปัญหาที่ชัดเจน จะช่วยให้ผู้วิจัย กำหนดวัตถุประสงค์ ตั้งสมมติฐาน ให้นิยามตัวแปรที่สำคัญ ๆ ตลอดจน การวัดตัวแปรเหล่านั้นได้ ถ้าผู้วิจัย ตั้งคำถามที่ไม่ชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ตัวก็ยังไม่แน่ใจ ว่าจะศึกษาอะไร ทำให้การวางแผนในขั้นต่อไป เกิดความสับสนได้ คำถามของการวิจัยต้องเหมาะสม (relevant) หรือสัมพันธ์ กับเรื่องที่จะศึกษา โดยควรมีคำถาม ที่สำคัญที่สุด ซึ่งผู้วิจัย ต้องการคำตอบ มากที่สุด เพื่อคำถามเดียว เรียกว่า คำถามหลัก (primary research question) ซึ่งคำถามหลักนี้ จะนำมาใช้เป็นข้อมูล ในการคำนวณ ขนาดของตัวอย่าง (sample size) แต่ผู้วิจัย อาจกำหนดให้มี คำถามรอง (secondary research question) อีกจำนวนหนึ่งก็ได้ ซึ่งคำถามรองนี้ เป็นคำถาม ที่เราต้องการคำตอบ เช่นเดียวกัน แต่มีความสำคัญรองลงมา โดยผู้วิจัย ต้องระลึกว่า ผลของการวิจัย อาจไม่สามารถ ตอบคำถามรองนี้ได้ ทั้งนี้เพราะ การคำนวณขนาดตัวอย่าง ไม่ได้คำนวณเพื่อตอบคำถามรองเหล่านี้
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=567747d7aed7e2f7  คำถามวิจัย คือ ข้อความที่เป็นประโยคคำถามซึ่งแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการค้นคว้าหาคำตอบ ทั้งนี้คำถามการวิจัยควรเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ หรือไม่สามารถหาคำตอบได้จากตำรา หรือความรู้เดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว อนึ่งในการออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพนั้น คำถามการวิจัยมิได้แข็งตัวหรือปรับแก้ไม่ได้ แต่ผู้วิจัยสามารถปรับเปลี่ยนได้ในระหว่างการทำงานภาคสนาม หรือเมื่อได้ข้อค้นพบบางประการจากการวิจัยซึ่งอาจช่วยพัฒนาคำถามวิจัยขึ้นใหม่ได้ (generative question)
                สรุป
                คำถามวิจัย คือ ข้อความที่เป็นประโยคคำถามซึ่งแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการค้นคว้าหาคำตอบ ทั้งนี้คำถามการวิจัยควรเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ หรือไม่สามารถหาคำตอบได้จากตำรา หรือความรู้เดิมที่มีอยู่ก่อนแล้วคำถามของการวิจัยต้องเหมาะสม (relevant) หรือสัมพันธ์ กับเรื่องที่จะศึกษา โดยควรมีคำถาม ที่สำคัญที่สุด ซึ่งผู้วิจัย ต้องการคำตอบ มากที่สุด เพื่อคำถามเดียว เรียกว่า คำถามหลัก (primary research question) ซึ่งคำถามหลักนี้ จะนำมาใช้เป็นข้อมูล ในการคำนวณ ขนาดของตัวอย่าง
                อ้างอิง
http://cai.md.chula.ac.th/lesson/research/re12.htm#06-4. เข้าถึงเมื่อ 20/11/55
http://blog.eduzones.com/jipatar/85921. เข้าถึงเมื่อ 20/11/55 
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=567747d7aed7e2f7. เข้าถึงเมื่อ 20/11/55



2. ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย (Background & Rationale)


2. ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย (Background & Rationale)
http://rforvcd.wordpress.com ได้กล่าวว่า  คณะกรรมการฝึกอบรมและสอบความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม  สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว  ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเขียนความเป็นมาหรือความสำคัญของปัญหาการวิจัยต้องเขียนให้หนักแน่น มีเหตุผลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ ชี้ประเด็นให้เห็นความสำคัญของการวิจัยอย่างแท้จริง กรณีที่เป็นศิลปะนิพนธ์ให้อธิบายเหตุผลที่เลือกทำศิลปะนิพนธ์เรื่องนี้ โดยอ้างทฤษฎีรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องปัญหาที่ต้องการทราบและความสำคัญหรือประโยชน์ของการทำศิลปะนิพนธ์เรื่องนี้มาสนับสนุนเหตุผล ควรเขียนให้กระชับและให้ความชัดเจน จากเนื้อหาในมุมกว้างแล้วเข้าสู่ปัญหาของศิลปะนิพนธ์ที่ทำ เพื่อให้สามารถโน้มน้าวให้ผู้อ่านหรือผู้อนุมัติโครงการวิจัยคล้อยตามว่าถ้าหากวิจัยแล้วจะเกิดคุณประโยชน์อย่างไร แล้วสรุปเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์การวิจัย

http://pioneer.netserv.chula.ac.th/~jaimorn/re7.htm  ได้กล่าวว่า  ในเรื่องความเป็นมา และความสำคัญของปัญหาในที่นี้จะกล่าวถึง แนวทางการเรียนที่ควรจะปรากฎอยู่ในรายงานการวิจัยโดยทั่ว ๆ ไป ดังนี้
1. แนะปัญหาที่กำลังค้นคว้า เป็นการท้าวภูมิหลัง ความเป็นมา มีการจัดลำดับให้ชัดเจนของเรื่องราว แหล่งกำเนิด ผู้ค้นพบ การสืบทอดของปัญหา ที่มาของการวิจัย โดยใช้เหตุและผลมาสนับสนุนความคิดต่าง ๆ เหล่านั้น เพื่อชี้แนะให้เห็นความจำเป็น และความสำคัญของการทำวิจัย เรื่องที่อ้างอิง และสนับสนุนควรจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยเท่านั้น
2. กล่าวถึง จุดสนใจของการศึกษาค้นคว้า และมูลเหตุของการทำวิจัย ที่ผู้วิจัยจะทำการศึกษาค้นคว้า เช่น เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจในขณะนั้น หรือเป็นเรื่องราวที่ยังมิได้รับคำตอบครบถ้วน หรือขาดรายละเอียด
3. มีการเขียนบรรยายถึงความจำเป็นในการศึกษา และการได้รับคำตอบจากงานวิจัย มีคุณประโยชน์ และมีคุณค่าอย่างไร
4. กล่าวถึงความต้องการ และยืนยัน หรือลบล้างความเปลี่ยนแปลงของสภาพ และสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เคยได้มีการศึกษามาแล้ว ได้ใช้หลักการ และเหตุผลในการสนองตอบ และหักล้างแนวความคิด
5. ในการเขียนนำเรื่องความเป็นมา และความสำคัญของปัญหาอาจใช้วิธีต่อไปนี้
       5.1 มีการเขียนจากหลักการ และนำเข้าสู่เรื่องเฉพาะ (Deductive Method)
       5.2 เขียนจากเรื่องเฉพาะ แล้วดำเนินไปถึงเรื่องทั่ว ๆ ไป (Inductive Method)
อย่างไรก็ตามในการเขียนนำในเรื่องความเป็นมานั้น จะใช้แบบใดแบบหนึ่งก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และการวางแผนงานของผู้วิจัย แต่อย่างไรก็ตามผู้วิจัยควรหาหลักฐานในการยืนยันมาสนับสนุนข้อมูลทุกขั้นตอน และพยายามทำให้ผู้อ่านงานวิจัยรู้เรื่อง และติดตามงานวิจัยตลอดทั้งเรื่อง

http://blog.eduzones.com/jipatar/85921  ได้กล่าวว่า อาจเรียกต่างๆกัน เช่น หลักการและเหตุผล ภูมิหลังของปัญหา ความจำเป็นที่จะทำการวิจัย หรือ ความสำคัญของโครงการวิจัย ฯลฯ ไม่ว่าจะเรียกอย่างไร ต้องระบุว่าปัญหาการวิจัยคืออะไร มีความเป็นมาหรือภูมิหลังอย่างไร มีความสำคัญ รวมทั้งความจำเป็น คุณค่าและประโยชน์ ที่จะได้จากผลการวิจัยในเรื่องนี้ โดยผู้วิจัยควรเริ่มจากการเขียนปูพื้นโดยมองปัญหาและวิเคราะห์ปัญหาอย่างกว้างๆ ก่อนว่าสภาพทั่วๆไปของปัญหาเป็นอย่างไร และภายในสภาพที่กล่าวถึง  มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง ประเด็นปัญหาที่ผู้วิจัยหยิบยกมาศึกษาคืออะไร ระบุว่ามีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ มาแล้วหรือยัง ที่ใดบ้าง และการศึกษาที่เสนอนี้จะช่วยเพิ่มคุณค่า ต่องานด้านนี้ ได้อย่างไร
                สรุป
ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย คือ การเขียนความเป็นมาหรือความสำคัญของปัญหาการวิจัยต้องเขียนให้หนักแน่น มีเหตุผลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ ชี้ประเด็นให้เห็นความสำคัญของการวิจัยอย่างแท้จริงมีความเป็นมาหรือภูมิหลังอย่างไร มีความสำคัญ รวมทั้งความจำเป็น คุณค่าและประโยชน์ ที่จะได้จากผลการวิจัยในเรื่องนี้โดยผู้วิจัยควรเริ่มจากการเขียนปูพื้นโดยมองปัญหาและวิเคราะห์ปัญหาอย่างกว้างๆ ก่อนว่าสภาพทั่วๆไปของปัญหาเป็นอย่างไร และภายในสภาพที่กล่าวถึง  มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง ประเด็นปัญหาที่ผู้วิจัยหยิบยกมาศึกษาคืออะไร
อ้างอิง
http://rforvcd.wordpress.com/.  เข้าถึงเมื่อ  18  พฤศจิกายน  2555
http://pioneer.netserv.chula.ac.th/~jaimorn/re7.htm.   เข้าถึงเมื่อ 18 พฤศจิกายน  2555
http://blog.eduzones.com/jipatar/85921.   เข้าถึงเมื่อ 18 พฤศจิกายน  2555



8. ข้อตกลงเบื้องต้น (Assumption)


8. ข้อตกลงเบื้องต้น (Assumption)
           http://cai.md.chula.ac.th/lesson/research/re12.htm#06-5  การวิจัยบางเรื่อง อาจมีข้อจำกัดหลายอย่างในทางปฏิบัติ ซึ่งจำเป็นต้องตั้งข้อสมมติบางอย่าง เป็นข้อตกลงเบื้องต้นขึ้น เช่น ผู้วิจัยจะเข้าไปสัมภาษณ์ คนงานในโรงงานแห่งหนึ่ง อาจจำเป็นต้อง กำหนดข้อตกลงเบื้องต้นว่า "คนงานที่มาทำงาน ในวันที่ผู้วิจัยเข้าไปสำรวจ ไม่ต่างไปจาก คนงานที่มาทำงาน ในวันปกติอื่น ๆ" อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยต้องระวัง อย่าให้ข้อตกลงเบื้องต้น เป็นตัวทำลายความถูกต้องของงานวิจัย
         http://ajdusadee-dusadee.blogspot.com/2011/01/blog-post.html  ข้อตกลงเบื้องต้น (assumption) เป็นการเขียนในขั้นการวางแผนการวิจัยเช่นกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับมุมมองของนักวิจัยในการใช้เครื่องมือต่างๆ สำหรับการวิจัยเช่น การใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูล การใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล ว่านักวิจัยมีความเชื่อในสิ่งที่เป็นฐานคิดว่าอย่างไร เช่น ผู้วิจัยเลือกใช้การเก็บข้อมูลโดยการสังเกตแบบมีส่วนร่วม เพราะผู้วิจัยมีฐานคิดว่า “reality” อยู่ที่ความเชื่อ ความคิด ของผู้ให้ข้อมูล ดังนั้นการได้ข้อมูลต้องเข้าไปสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ให้ข้อมูล ต้องไปเข้าใจวิธีคิดของผู้ให้ข้อมูล
         http://www.researchers.in.th/blogs/posts/280  การวิจัยนั้นความจริงเป็นขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถ นำมาประยุกต์ ใช้ทางมนุษย์ศาสตร์ได้ดี ดังนั้น การยอมรับข้อตกลงเบื้องต้น (Assumption) จึงเป็นสิ่งสำคัญ ข้อตกลงเบื้องต้นนั้นแบ่งออกได้ดังนี้
1.  ข้อตกลงที่เกี่ยวกับรูปแบบกายภาพทางธรรมชาติ (Assumption of Uniformity of Nature) หมายถึง ข้อตกลงของปรากฏการณ์ ต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมีระบบ มีเหตุผล และเงื่อนไขที่ก่อให้เกิด มีแบบฉบับตายตัวที่เกิดเป็นกฎเกณฑ์ตายตัว เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็สามารถเกิดขึ้นอีกได้ ซึ่งข้อตกลงนี้แบ่งออกได้เป็น 3 ข้อย่อย ดังนี้
                     1.1 ชนิดของธรรมชาติ (Postulate of Natural Kinds) หมายถึงธรรมชาติมี โครงสร้าง คุณสมบัติ และจดหมายของตัวเอง เช่น การจัดหมวดหมู่ของ สัตว์ พืช ดิน น้ำ ไว้เป็นกลุ่มเป็นพวก
                    1.2 ความสม่ำเสมอ (Postulate of Constancy) หมายถึงปรากฏการณ์ตาม ธรรมชาติ จะคุมคุณลักษณะของสิ่งต่าง ๆ ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะอย่าง เช่น น้ำจะแข็งเมื่ออากาศเย็นจัด แต่ถ้าอากาศอุ่นขึ้น น้ำแข็งก็จะละลาย เป็นน้ำ
                   1.3 ความเป็นเหตุเป็นผล (Determinism) หมายถึง ปรากฏการณ์ทั้งหลายใน ธรรมชาติมีสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น และผลก็จะเกิดขึ้นจากสาเหตุต่าง ๆ เหล่านั้น เช่น ถ้าอยากวาดภาพสีน้ำ หากเรามีแต่น้ำไม่มีสีก็ไม่สามารถ วาดภาพได้
          2.  ข้อตกลงที่เกี่ยวกับขบวนการทางจิตวิทยา (Assumption Concerning the Psychological Process) ข้อตกลงนี้หมายถึง การที่บุคคลได้รับความรู้ต่าง ๆ โดยอาศัยจิตวิทยา 3 ประการ ได้แก่ การรับรู้ (Perceiving) การจำ (Remembering) และการใช้เหตุผล (Reasoning) ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ข้อ ได้แก่
                 2.1 ความเชื่อถือของการรับรู้ (Postulate of Reliability of Percieving) หมายถึง การรับรู้ของบุคคลต้องเชื่อถือได้ และมีความแน่นอน หรือมีความเที่ยงตรง
                2.2 ความเชื่อถือของการจำ (Postulate of Reliability of Remembering) หมายถึงว่า การจำต้องมีความน่าเชื่อถือว่าถูกต้อง ซึ่งการจำนี้ทำได้โดย การจดบันทึก หรือใช้เอกสาร เทปบันทึก หลักฐานต่าง ๆ เหล่านี้ต้องทำ อย่างถูกต้อง
               2.3 ความเชื่อถือของการใช้เหตุผล (Postuiate of Reliability of Reasoning) หมายถึงการใช้เหตุผลในการหาความรู้ ต้องมีความเชื่อมั่นว่า ได้มาอย่าง ถูกต้อง มีระบบความคิดที่เป็นระบบ และสามารถนำมาใช้เป็นทฤษฎี หรือกฎเกณฑ์ที่เชื่อถือได้
                สรุป   ข้อตกลงเบื้องต้น (assumption) เป็นการเขียนในขั้นการวางแผนการวิจัยเป็นขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถ นำมาประยุกต์ ใช้ทางมนุษย์ศาสตร์ได้ดี ดังนั้น การยอมรับข้อตกลงเบื้องต้น (Assumption) จึงเป็นสิ่งสำคัญ ข้อตกลงเบื้องต้นนั้นแบ่งออกได้ดังนี้
                1.  ข้อตกลงที่เกี่ยวกับรูปแบบกายภาพทางธรรมชาติ (Assumption of Uniformity of Nature) หมายถึง ข้อตกลงของปรากฏการณ์ ต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมีระบบ มีเหตุผล และเงื่อนไขที่ก่อให้เกิด มีแบบฉบับตายตัวที่เกิดเป็นกฎเกณฑ์ตายตัว เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็สามารถเกิดขึ้นอีกได้ ซึ่งข้อตกลงนี้แบ่งออกได้เป็น 3 ข้อย่อย ดังนี้
                         1.1 ชนิดของธรรมชาติ (Postulate of Natural Kinds)
         1.2 ความสม่ำเสมอ (Postulate of Constancy)
         1.3 ความเป็นเหตุเป็นผล (Determinism)
                  2.  ข้อตกลงที่เกี่ยวกับขบวนการทางจิตวิทยา (Assumption Concerning the Psychological Process) ข้อตกลงนี้หมายถึง การที่บุคคลได้รับความรู้ต่าง ๆ โดยอาศัยจิตวิทยา 3 ประการ ได้แก่ การรับรู้ (Perceiving) การจำ (Remembering) และการใช้เหตุผล (Reasoning) ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ข้อ ได้แก่
         2.1 ความเชื่อถือของการรับรู้ (Postulate of Reliability of Percieving)
                        2.2 ความเชื่อถือของการจำ (Postulate of Reliability of Remembering)
                        2.3 ความเชื่อถือของการใช้เหตุผล (Postuiate of Reliability of Reasoning)
                อ้างอิง
http://cai.md.chula.ac.th/lesson/research/re12.htm#06-5.   เข้าถึงเมื่อ10/12/55
http://ajdusadee-dusadee.blogspot.com/2011/01/blog-post.html.   เข้าถึงเมื่อ10/12/55
http://www.researchers.in.th/blogs/posts/280เข้าถึงเมื่อ10/12/55

3. ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ( Review of Related Literatures )


3. ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ( Review  of Related Literatures )
rlc.nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=710    ได้กล่าวว่า การทบทวนวรรณกรรม: การศึกษา ค้นคว้าสารสนเทศที่กล่าวถึง หรือสัมพันธ์กับเรื่องที่ทำการวิจัย ซึ่งอาจจะปรากฏในรูปของสิ่งพิมพ์ต่างๆ หรือโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆก็ได้
วัตถุประสงค์ของการทบทวนวรรณกรรม
1. แสวงหาพื้นฐานทางทฤษฎีของการวิจัย
2. บ่งบอกสถานภาพของการวิจัยในหัวข้อนั้นๆ
3. แสดงถึงความเป็น ผู้รู้ของนักวิจัย ก่อนทำวิจัย
4. สร้างนิยามปฏิบัติการของตัวแปรสำคัญ
5. กำหนดสมมุติฐานของการวิจัย
6. สร้างกรอบแนวคิดของการวิจัย
7. แสวงหาแนวคิดและประสบการณ์ เพื่อการออกแบบการวิจัย

hsmi.psu.ac.th/upload/forum/c2ResearchMethodology.pdf   ได้กล่าวว่า การทบทวนวรรณกรรม หมายถึง การค้นคว้า ศึกษา รวบรวมและประมวลผลงานทางวิชาการ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ทำวิจัยทำให้ทราบถึง
1. ปัญหาวิจัย การออกแบบวิจัย
2. ทฤษฎี แนวคิด กรอบแนวคิด สมมติฐาน
3. ตัวแปร เครื่องมือวิจัย การสร้างและการตรวจสอบคุณภาพ
4. ประชากร กลุ่มตัวอย่างและการเลือก/สุ่มตัวอย่าง
5. การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล
6. ผลการวิจัย
ประโยชน์ของการทบทวนวรรณกรรม
7. ช่วยมิให้ทำวิจัยในเรื่องที่มีผู้ได้ทำการศึกษาวิจัยมาอย่างเพียงพอแล้ว
8. ช่วยให้กำหนดปัญหาและสมมติฐานในการวิจัยได้ถูกต้องเหมาะสม
9. ทราบถึงวิธีการศึกษาที่ทำมาในอดีตและช่วยให้ออกแบบงานวิจัยได้เหมาะสม
10. ทำให้ทราบถึงปัญหาความยุ่งยากของการวิจัย
11. ทำให้ทราบว่าแหล่งความรู้อยู่ที่ไหนบ้าง
12. ช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างข้อค้นพบในอดีตและเชื่อมโยงทฤษฎีแนวความคิดในอดีตกับข้อมูลปัจจุบัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสะสมความรู้

www.rtncn.ac.th/pdf/research/research2.pdf ได้กล่าวว่า  การศึกษาเกี่ยวกับแนวคิด ทฤษฎี และผลงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่อง หรือประเด็นปัญหา
การวิจัยจากวารสารหนังสือ ตำรา รายงานการวิจัยวิทยานิพนธ์ ฯลฯ
จุดมุ่งหมายของการทบทวน
              1. รวบรวมแนวคิดในการตั้งปัญหาการวิจัย
              2. มีความรอบรู้ในข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยอมรับ
              3. การเตรียมกรอบทฤษฎีในการวิจัย
              4. ประเมินความเป็นไปได้ในการทำวิจัย
              5. รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการ และเครื่องมือวิจัย
              6. ศึกษาผลงานวิจัยที่ทำมาแล้ว
              7. สร้างความคุ้นเคยกับวิธีการศึกษา และข้อมูล
                สรุป การศึกษาเกี่ยวกับแนวคิด ทฤษฎี และผลงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่อง หรือประเด็นปัญหาการวิจัยจากวารสารหนังสือ ตำรา รายงานการวิจัยวิทยานิพนธ์ ฯลฯ
จุดมุ่งหมายของการทบทวน
1. รวบรวมแนวคิดในการตั้งปัญหาการวิจัย
2. มีความรอบรู้ในข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยอมรับ
3. การเตรียมกรอบทฤษฎีในการวิจัย
4. ประเมินความเป็นไปได้ในการทำวิจัย
5. รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการ และเครื่องมือวิจัย
6. ศึกษาผลงานวิจัยที่ทำมาแล้ว
7. สร้างความคุ้นเคยกับวิธีการศึกษา และข้อมูล
ประโยชน์ของการทบทวนวรรณกรรม
1. ช่วยมิให้ทำวิจัยในเรื่องที่มีผู้ได้ทำการศึกษาวิจัยมาอย่างเพียงพอแล้ว
2. ช่วยให้กำหนดปัญหาและสมมติฐานในการวิจัยได้ถูกต้องเหมาะสม
3. ทราบถึงวิธีการศึกษาที่ทำมาในอดีตและช่วยให้ออกแบบงานวิจัยได้เหมาะสม
4. ทำให้ทราบถึงปัญหาความยุ่งยากของการวิจัย
5. ทำให้ทราบว่าแหล่งความรู้อยู่ที่ไหนบ้าง
6. ช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างข้อค้นพบในอดีตและเชื่อมโยงทฤษฎีแนวความคิดในอดีตกับข้อมูลปัจจุบัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสะสมความรู้

อ้างอิง
rlc.nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=710 .  เข้าถึงเมื่อ  19 พฤศจิกายน  2555
hsmi.psu.ac.th/upload/forum/c2ResearchMethodology.pdf .  เข้าถึงเมื่อ  19 พฤศจิกายน  2555
www.rtncn.ac.th/pdf/research/research2.pdfเข้าถึงเมื่อ  19 พฤศจิกายน  2555